Monday, February 26, 2007

จากใจอาสาสมัคร

ศิริลักษ์ พุทธโคตร (ครูจิ๋ม ตำรา)
"ความใจดีกับความใจร้ายของเรามันสู้กันจนสงบลงด้วยความเข้าใจว่า อ๋อ...นี่แหละเขาถึงเรียกว่าจิตอาสา ถ้าจิตเรามันไม่อาสามันทำไม่ได้จริงๆ ก็เรามาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเรายังทนอยู่ในสภาพอย่างนี้ไม่ได้ แล้วคุณตา คุณยายอยู่กันได้ยังไง ทำไมลูกหลานถึงปล่อยปละละเลยอย่างนี้ รู้สึกคิดถึงพ่อแม่ขึ้นมาจับหัวใจ ลูกจะไม่มีวันทิ้งพ่อแม่ให้เป็นอย่างนี้เด็ดขาด"

อนุสสรา แกมเกตุ (ครูปุ้ย ห้องสมุด)
"เรื่องบางเรื่องที่เราทำลงไปโดยที่เราเองรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ยากหรือลำบากอะไรที่เราจะทำ ก็แค่เจียดเวลาวันนึง นั่งรถชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงอยุธยาแล้ว แต่สำหรับครอบครัวที่เราไปหาไปพูดคุย – เยี่ยมเยียนแล้ว มันกลับกลายเป็นสิ่งดีๆ เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เขาได้มีในชีวิตของเขา ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปช่วยเขาทำอะไร ไม่ได้มีอะไรล้ำค่าไปให้เขา แต่เขากลับแสดงความดีใจ – ความซาบซึ้ง – ความสุข ที่เราไปเยี่ยมให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน บางคนย้ำแล้วย้ำอีกให้เราไปเยี่ยมอีกหลายๆ ครั้ง จนความสุขที่เขาได้รับจากเรามันก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเราให้เรามีความสุขไปกับเขาด้วย"

แสงเดือน นนทเปารยะ (ครูเดือน โรงเรียนประถม)
"จากการไปงานจิตอาสาครั้งนี้พบว่าไม่ได้เป็นงานที่น่าเบื่อหรือลำบากอย่างที่คิดไว้เลย ตรงกันข้ามเรากลับพบว่าเป็นงานที่สนุก แถมยังได้ใช้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับยายแร การนั่งลงพับผ้า สอนวิธีพับผ้าให้เจมส์และกลิ้ง จัดบ้าน ได้เห็นบ้านที่เมื่อจัดให้สะอาดเรียบร้อยก็แสนจะน่าอยู่ การได้ทำงานร่วมกันกับเพื่อนครูที่อยู่ที่โรงเรียนอาจจะแค่ยิ้มแล้วก็ทักกันว่า "สวัสดีค่ะ " หรือ " วันนี้เสื้อสวยจังเลย" ได้ทำงานร่วมกันเป็นทีมซึ่งทำให้งานสำเร็จลงอย่างง่ายดาย และที่สำคัญที่สุดคือ ได้ใช้สิ่งที่เรียนรู้ฝึกฝนจากอาจารย์อมรา โดยไม่รู้ตัวจากเหตุการณ์ที่เราออกจากอยุธยาเย็นมากและต้องมาถึงโรงเรียนเกือบสองทุ่ม ความรู้สึกตอนนั้นคือใจที่พองฟูมีความสุขกลับแฟบลง แถมด้วยความคิดวูบขึ้นมาว่า ไม่น่ามาเลย แต่ความรู้ตัวที่มารวดเร็วมากเห็นอาการและความคิดของตัวเองว่าเราโกรธ เราคิดไม่ดี แปลกมากค่ะ เรากลับสงบลงและพูดกับตัวเองว่าไม่เป็นไรเย็นก็เย็น เดี๋ยวก็ถึงบ้าน เมื่อความกังวลหายไปใจสบายขึ้นนั่งคิดดูแล้วก็เห็นว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้เราก็ไม่รู้ตัวหรอกนะว่าการรู้ตัว การมีสติเป็นอย่างไร"

ภมร รักษาทรัพย์ (ครูต้น โรงเรียนมัธยม)
"ขณะทำงานมีภาพหนึ่งติดตาผม อันที่จริงก็เป็นภาพปกติทั่วๆ ไป คือ คุณยายเจ้าของบ้านนั่งอยู่หน้าบ้านแล้วก็มองออกไปข้างนอก แบบนั่งเหม่อลอย ก็กลับมาคิดถึงตัวเราเองว่าเรื่องบางเรื่องที่เราว่าเราเบื่อเราเซ็ง แต่ผมว่าคุณยายคงเบื่อและเซ็งกว่าเราหลายเท่า เพราะไปไหนก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ถนัด เพราะเงินก็ไม่มี แรงกายก็ไม่มี เราโชคดีกว่าตั้งเยอะ เวลาเบื่อหรือเซ็งยังไปเที่ยวได้ หาอย่างอื่นทำได้ ที่เล่ามาก็เหมือนอยากจะเตือนใจตัวเองว่ายังโชคดีกว่าคนอีกมากมาย เหมือนให้กำลังใจตนเอง"

ขนิษฐา ดิลกภราดร (ครูแอน โรงเรียนเล็ก)
“ขณะที่เรารู้สึกทุกข์ยากเหลือเกินกับเรื่องการขึ้นเงินเดือน เรื่องการแต่งตัว เรื่องตัดสินใจไปเที่ยว เรื่องริ้วรอยบนใบหน้า แต่คนอีกหลายล้านคนไม่มีแม้แต่โอกาสคิดถึงเรื่องพวกนี้ ชีวิตของเขาอยู่เพื่อวันนี้ ตอนนี้ และเย็นนี้เท่านั้น จนดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจในเรื่องของชีวิตและความเป็นปัจจุบันได้ดีกว่าเราเสียอีก”

No comments: